มหานคร สกายวอล์ค  พาเที่ยวจุดชมวิวที่สูงที่สุดของประเทศไทย

 สำหรับ มหานคร สกายวอล์คเป็นอีกแลนด์มาร์กของประเทศไทย

ที่น่ามาลองเที่ยวดูสักครั้งที่นี่จะอยู่ตรงตึกของคิง เพาเวอร์   ที่นำดาดฟ้ามาดัดแปลงเป็นจุดชมวิวที่สุงที่สุดในประเทศไทยและยังเป็นจุดชมวิวที่น่าหวาดเสียวที่สุดอีกด้วยเพราะว่าที่นี่จะมีพื้นกระจกที่เขาการันตีว่าใสกิ๊ก ใสมากจนแทบไม่คิดว่าตัวเองจะยืนเหยียบอะไรอยู่เลย เหมือนกับว่าเราสามารถเดินลอยบนอากาศได้ และเราสามารถเดินรอบรอบดาดฟ้าเพื่อชื่นชมความงามของกรุงเทพมหานครได้อย่างเต็มที่แบบ 360 องศากันเลยที่เดียวที่นี้จะไม่เหมาะกับคนที่กลัวความสูง เพราะที่ดาดฟ้าแห่งนี้อยู่บนความสูงที่ชั้น 74  สำหรับจุดเด่นของมหานคร สกายวอล์ค นั้นนอกจากจะเป็นที่ชมวิวที่สูงที่สุดในโลกแล้ว

ยังถูกออกแบบมาจากกระจกมีความใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย และการที่จะขึ้นไปบนดาดฟ้าที่มีความสูงถึง 74 ชั้นได้นั้นคงจะเดินขึ้นไม่ไหวที่นี่มีลิฟที่จะสามารถพาเราขึ้นไปชมความสวยงามของกรุงเทพมหานครด้วยการใช้เวลาแค่ เพียงแค่ 50 วินาทีเท่านั้น สำหรับการมาเยี่ยมชมวิวสวยสวยก็จะได้มาติดต่อที่ประชาสัมพันธ์กันก่อน

โดยตรงนี้เองที่เราจะต้องติดต่อขอซื้อตั๋วเพื่อขึ้นไปชมวิวได้ โดยจะมีการแบ่งราคาเอาไว้อย่างชัดเจน โดยจะมีแบ่งการชมวิวภายในอาคารอย่างเดียว หรืออยากจะชมวิวทั้งข้างในและข้างนอกอาคาร ซึ่งจะมีราคาที่แตกต่างกัน และตรงใกล้ใกล้กับจุดประชาสัมพันธ์จะมีกิจกรรมการแสดประเพณีไทยเอาไว้คอยตอนรับให้นักท่องเที่ยวได้นั่งชมกัน

รวมถึงจะลานขายของที่ระลึก เช่น พวกกระเป๋า และสินค้าอื่นอื่นอีกมายมาย โดยสินค้าที่วางเอาไว้จำหน่ายนี้จะเป็นสินค้าที่แสดงออกถึงความเป็นไทยล้วนล้วน  และระหว่างที่เราจะเดินมาขึ้นลิฟเพื่อจะขึ้นไปดูวิวกรุงเทพแล้วสองข้างทางที่เราเดินผ่านจะมีร้านค้าเปิดขายสินค้ามากมายหลายอย่างด้วย ไม่ว่าจะเป็นร้านขาย เสื้อผ้า กระเป๋า หรือแม้แต่รองเท้า และเมื่อขึ้นมาถึงตรงบริเวณดาดฟ้าเราก็จะได้เห็นวิวสวยสวยของกรุงเทพกันทันที

แต่ต้องบอกก่อนว่าที่นี่จะมีกฏนิดหน่อยตรงที่เราจะต้องใส่ผ้าครอบรองเท้าเดินเมื่ออยู่ด้านบน เพื่อเป็นการป้องกันการลื่นล้ม และกระเป๋าเงิน มือถือจะมีถุงสำหรับให้ใส่เพื่อป้องกันของเหล่านั้นหลุดมือล่วงลงพื้น เพราะอาจจะทำให้เกิดความเสียหายกับพื้นกระจกที่เรากำลังเหยียบอยู่ก็ได้ และที่นี่สามารถถ่ายรูปได้และเมื่อถ่ายรูปแล้วสามารถส่งรูปไปทางไปรษณีย์ โดยที่นี่จะมีตู้ไปรษณีย์ที่อยู่สูงที่สุดในประเทศไทยคอยให้บริการอีกด้วย 

พาเที่ยววัดมะขาม

พาเที่ยววัดมะขาม วัดชื่อดังของจังหวัดปทุมธานี

        สำหรับใครที่ต้องการทำบุญด้วยและหาที่กินด้วยในที่เดียวกัน แถมยังไม่อยากเดินทางไปไหนไกลจากกรุงเทพแล้วละก็ขอแนะนำที่วัดมะขามแห่งนี้ ที่อยู่ในจังหวัดปทุมธานี ที่วัดมะขามแห่งนี้เป็นวัดเก่าแก่ที่มีอายุมายาวนาน ซึ่งตัววัดจะมีพื้นที่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา และด้านข้างของวัดจะมีพื้นที่ติดกับโรงเรียนประถมวัดมะขาม ส่วนอีกด้านของวัดมะขามจะอยู่ติดกับวัดศาลเจ้า

และในบริเวณวัดมะขามจะมีศาลของเซียนแปะซึ่งเป็นศาลที่มีนิยมเข้ามากราบไหว้ขอพรกันทุกวัน และว่ากันว่าเซียนแปะนั้นศักดิ์สิทธิ์มาก ขออะไรมักจะได้ตามที่ขอ

โดยสมัยที่เซียนแปะยังมีชีวิตอยู่ได้มีลูกศิษย์เป็นจำนวนมาก ซึ่งลูกศิษย์แต่ละคนหากพูดชื่อมาทุกคนต้องรู้จักกันดี เพราะเป็นกลุ่มมหาเศรษฐีของประเทศไทยทั้งนั้น อย่าง เช่น เจ้าสัว CP ก็คือหนึ่งในลูกศิษย์ของเซียนแปะนั่นเอง สำหรับที่วัดมะขามแห่งนี้ว่ากันว่ามีอายุเก่าแก่ยาวนานมาก ซึ่งเชื่อกันว่าถูกสร้างมาตั้งแต่ปี 2170 โดยกลุ่มที่สร้างวัดมะขามขึ้นมานี้คือ กลุ่มชุมชนชาวมอญ และที่เรียกว่าวัดมะขามนั้นก็น่าจะเกิดมาจากที่บริเวณที่สร้างวัดมะขามนี้

น่าจะมีต้นมะขามเป็นจำนวนมากก่อนที่จะมีการสร้างวัด เมื่อเราเดินทางมาถึงที่วัดมะขามแห่งนี้จะเห็นว่าจะมีผู้คนเดินทางมากราบไหว้ทำบุญและทำสังฆทานกันเป็นจำนวนมากในทุกทุกวันยิ่งในวันเสาร์และวันอาทิตย์แล้วละก็ ที่วัดมะขามแห่งนี้แทบจะไม่มีที่ให้จอดรถเลยทีเดียว สำหรับการเดินทางมาที่วัดมะขามจะต้องขับรถเข้าซอยมาสักประมาณ 2 กิโลเมตรจากถนนใหญ่

โดยทีวัดจะมีการเตรียมที่สำหรับให้คนที่มาไหว้พระจอดรถไว้สามจุด ซึ่งจุดแรกคือพื้นที่ในเขตวัด  จุดที่สองคือพื้นที่ด้านข้างบริเวณหน้าวัดและจุดที่สุดท้ายคือตรงถนนทางเข้าวัด

ซึ่งตรงจุดนี้จะมีรถจอดเฉพาะวันเสาร์อาทิตย์เท่านั้น เมื่อเข้ามาในบริเวณวัดเราจะเห็นโบสถ์และศาลเจ้ามากมาย ซึงคนส่วนใหญ่ที่มาที่วัดมะขามนี้อันดับแรกมักจะเดินตรงไปที่วัดศาลเจ้าก่อนเพื่อทำบุญทำสังฆทาน โดยจะมีพระคอยรับสังฆทานอยู่ตลอดเวลา และหลังจากนั้นก็จะเดินตามศาลาต่างๆไหว้พระที่มีอยู่ ซึ่งที่นี่จะมีพระพุทธรูปหลายองค์ และยังมีรอยเท้าพระพุทธบาทจำลอง

และหากใครต้องการขอพรกับเทพทันใจ ที่นี่ก็มีองค์จำลองให้ขอพรด้วย และเมื่อไหว้พระเสร็จแล้วที่ขาดไม่ได้เลยคือไหว้ขอพรกับศาลของเซียนแปะที่จะอยู่ตรงพื้นที่กลางวัด ซึ่งที่นี่ชาวบ้านนับถือกันมากและผู้คนนิยมพากันมาขอพรกันไม่เคยขาดสาย 

เที่ยวจังหวัดอยุธยาแบบชิวๆ

จังหวัดอยุธยา มีอะไรมากกว่าที่เราคิด

นอกเหนือจากเมืองที่มีประวัติศาสตร์มากมาย นั้น จังหวัดอยุธยา ยังเป็นจังหวัดที่มีของกินอร่อยอีกมากมาย ซึ่งถือว่าเป็นร้านที่หากใครได้มีโอกาสไหว้พระที่จังหวัดอยุธยานั้น ก็ลองไปแวะชิมแวะลองกันได้

ร้านแรกที่เราจะแนะนำก็คือ บ้านไม้ชายน้ำ  ร้านนี้เป็นร้านอาหารทะเล ที่คนชอบทานอาหารซีฟู๊ด ไม่ต้องไปต่อคิวกินที่ชายทะเล บางขุนเทียน เพราะที่อยุธยานี้ ก็มีหมือนกัน โดยร้านนี้เน้น กุ้งตัวโตๆ หอยตัวใหญ่ๆ ปูเนื้อแน่นๆ น้ำจิ้มแซ่บเผ็ดถึงใจ รับรองว่าถ้าได้ลองคุณจะกลับมาซ้ำกันอีกแน่นอน เพราะนอกจากนี้แล้วยังมีพวกกุ้งอบวุ้นเส้น ปูอบวุ้นเส้น หอยแครงลวก หอยแมลงภู่เผา และที่สำคัญนั้น ราคาไม่ได้แพงอย่างที่คิด เพราะถ้าใครคิดว่า อาหารทะเลถ้าไม่ได้กินที่ ชายทะเลบางขุนเทียนแล้วจะเจอราคาแพงนั้น ต้องบอกว่าคิดผิด

ร้านที่สอง คือร้านก๋วยเตี๋ยวผักหวาน เพื่อนๆ คนไหนที่ชอบทานก๋วยเตี๋ยว ต้องบอกว่าร้านนี้ไม่น่าพลาด เพราะขึ้นชื่อว่าก๋วยเตี๋ยวอยุธยานั้นส่วนใหญ่ก็จะเป็น ก๋วยเตี๋ยวเรือ แต่ที่อยุธยานี่ยังมีก๋วยเตี๋ยวผักหวานด้วยเหมือนกัน  และที่เรียกว่าผักหวานนั้นเพราะที่นี่จุดเด่นของเค้าจะมีผักหวานเป็นเหมือนเครื่องเขียงและเป็นองค์ประกอบส่วนสำคัญในการทำก๋วยเตี๋ยวด้วยทั้งนั้น หากใครเคยกินก๋วยเตี๋ยวผักหวานอร่อยที่ไหนนั้น ขอแนะนำว่าที่อยุธยานี้อร่อยไม่แพ้กันแน่นอน

ร้านที่สาม คือร้านก๋วยเตี๋ยวเรือแขวนขา ถ้าร้านอาหารอร่อย จะไม่มีก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยา แนะนำเลยนั้นก็คงจะแปลก เพราะร้านนี้เหมาะสำหรับคนที่ชอบทานก๋วยเตี๋ยวเรือเป็นอย่างมา และที่สำคัญร้านนี้ต้องบอกว่ามีบรรยากาศการกินที่น่าสนใจไม่เหมือนใคร เพราะทุกคนที่มากินร้านนี้นั้นจะได้นั่งกินก๋วยเตี๋ยวไปเอาขาแช่น้ำไป และบรรยากาศสองข้างทางก็จะเป็นริมแม่น้ำชมวิวกันชิลๆ ส่วนรสชาติของก๋วยเตี๋ยว ไม่ต้องเป็นห่วงเพราะขึ้นชื่อว่าก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยาแล้วนั้น รับประกันได้เลยว่าอร่อยแน่นอน แต่ที่สำคัญหากใครได้มาทานที่นี่เป็นครั้งแรก ขอเตือนให้ชิมก่อนปรุงนะจ๊ะ เพราะรสชาติของก๋วยเตี๋ยวเรือร้านนี้ รสจัดมากกกก

นอกจากสามร้านนี้แล้ว ก็ยังมีร้านอื่นๆ อีกมากมายที่ขึ้นชื่อและถูกอกถูกใจของคนที่เคยมาอยุธยา ซึ่งนอกจากร้านอาหารที่แนะนำไปแล้วนั้น ขนมหรือของฝากจากอยุธยานั้น หากใครได้มาเที่ยวหรือมาไหว้พระที่อยุธยาแล้ว ก็ไม่ควรที่จะลืมซื้อโรตี สายไหมชื่อดังของเมืองอยุธยา ไปรับประทานหรือเป็นของฝากตอนกลับบ้านกันนะจ๊ะ เพราะต้องบอกว่า ทั้งสายไหมและแป้งที่นี่นั่น ทั้งหวานมันและอร่อยมากทีเดียว

สถานที่ท่องเที่ยวแนวโรแมนติก

สำหรับคู่รักที่ต้องการความสวีตไม่ควรพลาดกับสถานที่เหล่านี้โดยเพราะบรรยากาศเหล่านั้นมันดีซึ่งเหมาะแก่คู่รักทีต้องการไปเติมเต็มรักของตนเองให้หวานชื่น หรืออาจจะพากันไปสวีตกับบรรยากาศเพื่อต้องการปั๊มเจ้าตัวเล็กให้ครอบครัวดูอบอุ่นขึ้นก็ได้เช่นกัน แต่สำหรับบุคคลที่ไม่มีคู่นั้นก็สามารถไปได้นะหรือถ้ากลัวมาเจอคู่อื่นๆจนต้องอิจฉาแล้วละก็ขอแนะนำให้ชวนเพื่อนมาน่าจะดีกว่า

สถานที่ท่องเที่ยวที่แนะนำมีดังนี้

เกาะกูด จังหวัด ตราด

เกาะไม่ว่าจะเป็นจะเกาะแบบไหนก็ตามเชื่อได้ว่าจะเป็นการทำให้นักท่องเที่ยวนั้นได้อาศัยบรรยากาศที่โรแมนติกเป็นการหาความสุข และเกาะนี้ก็เช่นกัน โดยเกาะกูดนั้นจะมีความสงบเงียบและบรรยากาศเต็มไปด้วยธรรมชาติที่มีความงดงามเหนือเกาะอื่นๆทั่วๆไป ซึ่งบนเกาะนี้จะมีกิจกรรมให้ทำอยู่หลากหลายอย่างด้วยกัน เช่นการไปดำน้ำดูประการัง หรือต้องการจะทำกิจกรรมที่อยู่บนเกาะก็ได้เช่นกัน หริจะนั่งทานอาหารรับกับบรรยากาศแบบชิวๆก็ดีอีกแบบนะ

นอนแพ ริมน้ำแคว จังหวัด กาญจนบุรี

สำหรับที่นี่เรียกได้ว่าอยู่ไม่ไกลกับกรุงเทพสักเท่าไหร่ เพราะหากมีการขับรถไปจากกรุงเทพแล้วนั้นเรียกได้ว่าแค่ประมาณ 2 ชั่วโมงกว่าๆก็ถึงแล้ว ซึ่งสถานที่แห่งนี้เป็นแนวธรรมชาติมากหากใครได้ไปเที่ยวจะต้อสดชื่นอย่างแน่นอน ซึ่งสำหรับในตอนนี้ก็มีที่พักที่เปิดขึ้นมาใหม่อีกมากมาย เพื่อเป็นการรองรับนักท่องเที่ยวเพื่อให้มีที่พักอย่างพอเพียง หากใครได้ไปที่นี่เราขอแนะนำให้ท่านนั้นควรที่จะไปพายยเรือเล่นในแม่น้ำ และในตอนเย็นก็อย่าลืมที่จะดูพระอาทิตย์ตกด้วยนะ

เขื่อนเชี่ยวหลาน จังหวัด สุราษฎร์ธานี

หากใครเคยไปที่นี่มาแล้วจะต้องพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าสวยมาก โดยบรรยากาศช่างโรแมนติกสุดๆ น้ำของมันนี่ออกไปทางสีเขียวใสๆและจะมีลมพัดมาเป็นระยะๆด้วยลมที่มีความเย็นแบบเบาๆสบายๆ โดยท่านที่ไปกับแฟนหรือคู่รักคนไหนที่อยากจะง้อแฟนหรือขอแฟนแต่งงานสถานที่เหล่านี้ล้วนแล้วแต่น่าสนใจยิ่งนัก ยิ่งนเวลาตกเย็นมานั่งริมทะเลเพื่อชมบรรยากาศพร้อมทั้งนั่งทานอาหารหรือจิบเบียร์หรืไวท์ก็เป็นสร้างบรรยากาศแนวโรแมนติกได้เป็นอย่างดี

เกาะพยาม จังหวัด ระนอง

เกาะนี้ถือได้ว่าเป็นมัลดีฟส์ของเมืองไทยเราเลยนะ โดยน้ำของเกาะนี้จะเป็นสีฟ้าแบบใสๆสำหรับหาดทรายนั้นถือได้ว่านิ่มดีเพราะเป็นทรายทีมีความละเอียดและเป้นสีไปทางขาวๆน้ำตาลนิดๆดูแล้วสะอาดตามากสำหรับบรรยกาศเงียบสงบดีไม่ว่จะเป้นกลางวันหรือกลางคืนก็ตาม เราสามารถนอนอาบแดดได้นะเพราะบรรยากาศนั้นเหมาะที่จะนอนอาบแดดเล่นเลยแหละ

จังหวัดปทุมธานีมีอะไรดีบ้างนะ

ในทุกจังหวัดเชื่อกันว่ามีของดีอยู่ทุกเมืองนั้นแหละ แต่หากเราไม่ใช่บุคคลในพื้นที่เราจะสามารถรู้ได้อย่างไรว่าที่ไหนสามารถท่องเที่ยวได้บ้าง วันนี้เราจะมาแนะสถานที่ที่น่าสนใจของจังหวัดปทุมธานีกันว่ามีอะไรที่น่าสนใจบ้าง

ตลาดอิงน้ำสามโค้ก

สำหรับตลาดอิงน้ำสามโค้กนี้เป็นตลาดที่มีขนาดเล็กไม่ได้ใหญ่มากเท่าไหร่นักแต่เป็นแม่น้ำที่มีอยู่ข้างแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งลักษณะของตลาดจะเป็นแนวตลาดคนเดินซึ่งบรรดาพ่อค้าและแม่ค้าจะเป็นคนที่มีอัถยาศัยดีเพราะยิ้มแย้มแทบทุกคนเรียกได้ว่าเป็นมิตรและเป็นกันเอง ในตลาดนี้จะเป็นตลาดของกินเสียส่วนใหญ่เพราะมีของกินให้เลือกกินเยอะเหมือนกัน ซึ่งผักผลไม้ที่นำมาขายนั้นจะเป้นชาวบ้านได้ทำการปลูกกันเองจึงปลอดภัยจากสารพิษแน่นอน

วัดโบสถ์ หรือ วัดหลวงพ่อโตองค์ใหญ่ 

สำหรับวัดโบสถ์หรือวัดหลวงพ่อโตองค์ใหญ่นี้จะมีพระพุทธรูปที่มีชื่อเสียงและศักดิ์สิทธ์ซึ่งหนึ่งในนั้นจะมีหลวงพ่อเหลือด้วยหลวงพ่อเหลือนี้จะเป็นที่นับถือของคนชาวปทุมของเรา สำหรับบรรยากาศภายในวัดนั้นจะมีสินค้าขายเพื่อเป็นของที่ระลึกไว้ให้นักท่องเที่ยวได้ซื้อนำไปฝาก นอกจจากนั้นจจะมีขนม นักท่องเที่ยว ขนมและอาหารต่างๆ ภายในวัดนั้นจะมีที่ให้ถ่าสยรูปและมีวิวที่น่าสบายใจอยู่อีกหลายที่แถมยังมีอาหารปลาให้ปลาด้วยนะ และแม่น้ำเจ้าพระยาก็มีปลาเยอะมาก แถมบรรยากาศก็เย็นสบายอีกด้วยแหละ

วัดเจดีย์ทอง 

สำหรับวัดเจดีย์ทอง นั้นอยู่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งภายในวัดนั้นจะมีพระพุทธรูปที่มีคนเคารพมากซึ่งพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์นี้ก็คือพระพุทธรูปหยกขาวศิลปะล้านที่เราจะเรียกว่าวัดเจดีย์ทอง สำหรับวัดเจดีย์นี้จะเป็นสีทองซึ่งมีการถูกสร้างไว้ตั้งแต่ในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินเลยนะ

วัดเจดีย์หอย 

สำหรับวัดเจดีย์หอย นั้นเป็นวัดที่มีชื่อดังซึ่งเป็นที่นับถือของคนในจังหวัดปทุมธานีนี้เลย จะมีสิ่งที่โด่ดเด่นมากกว่าที่อื่นนั้ยนก็คือมีเจดีย์หอยอยู่สองสถานที่ด้วยกัน ได้แก่ อยู่ตรงปากทางเข้าก่อนที่จะวัดนี้และอยู่ตรงภายในวัด ซึ่งเจดีญ์ทั้งสองอันนี้จะมีขนาดที่ใหญ่ ซึ่งสำหรับภายในวัดนั้นจะมีลักษณะที่เป็นบ่อปลาสวายใหญ่ที่สำหรับทางวัดนี้ได้เลี้ยงใว้ให้นักท่องเที่ยวเพื่อเป็นการเยี่ยมชม และมีบ่อเต่าด้วยนะ ซึ่งให้นักท่องเที่ยวให้อาหาร

ตลาดร้อยปีระแหง  

สำหรับ ตลาดร้อยปีนี้ ตั้งอยู่บริเวณเมืองลาดหลุมแก้วมีตลาดที่เป็นการปลูกต้นไม้ทั้งสองด้านหรือข้างทางจะเป็นต้นไม้ตลอดทางที่มีความสวยงาม มีการเดินทางเรือ และทางรถไฟ แต่ในยุคปัจจุบันนี้ทางรถไฟนั้นได้มีการถูกยกเลิกให้ไปใช้ทางอื่นแล้ว