ท่องเที่ยวน้ำตกตาดกวางสี กับ ธรรมชาติที่สวยงาม ประเทศลาว

ในยามเช้ากับพระราชวังหลวงพระบางหรือพิพิธภัณฑ์หลวงพระบางที่ได้อยุ่ห่างออกไปจากที่พักของเราไม่กี่ก้าวได้เป็นสถานที่แรกที่ทำให้เราออกมาเดินเตร็ดเตร่อยู่ในเวลานี้ ซึ่งภายในพิพิธภัณฑ์นั้นได้รวมรวมเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ในสมัยของการปกครอง

โดยกษัตริย์ของประเทศลาวและภายในพิพิธภัณฑ์นั้นไม่สามารถถ่ายรูปได้เพราะว่ามันได้เป็นกฎที่จะต้องปฎิบัติของสถานที่แห่งนี้เราได้เดินชมห้องและข้าวของเครื่องใช้ของกษัตริย์ได้อยู่สักชั่วโมงก็ได้ออกมาหาข้าวกินที่ไม่ได้ไกลไปจากพิพิธภัณฑ์และ

เมื่อท้องเริ่มอิ่มแล้ว เราก้ได้เตรียมตัวที่จะออกเดินทางไปสู่น้ำตกตาดกวางสี เส้นทางจากตัวเมืองหลวงพระบางไปยังน้ำตกตาดกวางสีนั้นได้มีระยะทางประมาณ30กิโลเมตร ซึ่งการที่เดินทางไปพร้อมกับการชมวิวของสองข้างทางไปก็ถือว่าเป็นระยะทางที่กำลังดีสำหรับในกรเดินทางในครั้งนี้และในอีกครั้งที่เราได้ออกมาสำรวจธรรมชาติอีกครั้งของประเทศลาวและสิ่งที่มันได้ทำให้เราได้หลงไหลเป็นอย่างมาก

สิ่งหนึ่งในการเดินทางที่ในบางครั้งมันน่าจะดูตื่นเต้นมากกว่าปลายทางด้วยซ้ำเพราะมันได้เป็นส่งที่เราไม่สามารถได้เห็นจากที่ไหนมาก่อน ซึ่งมันได้เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้การเดินทางทุกครั้งมีสีสันเสมอและไม่นานเราก็ได้เดินทางมาถึงจุดทางขึ้นของน้ำตกตาดกวางสี ซึ่งน้ำตกตาดกวางสีนั้นเป็นน้ำตกที่ได้ขึ้นชื่อว่าสวยที่สุดในหลวงพระบางสถานที่แห่งนี้จึงเห็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติกันหนาตาพอสมควร

และเราก้ได้ยินเสียงน้ำกระทบน้ำที่คุ้นเคยอยู่ที่ปลายทางความสวยงามของน้ำตกตาดกวางสีทำให้แลเห็นไปถึงความอุดมสมบูรณ์ของสถานที่แห่งนี้ สำหรับเราหลวงพระบางกับข้อมูลที่ทราบมาคร่าวๆไม่ใช่เมืองที่ผู้คนนั้นจะรู้สึกว่ามีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายอะไรนักแต่เพราะเหตุใดทำไมนักท่องเที่ยวก็ยังได้หลั่งไหลมาที่เมืองแห่งนี้และหลายคนที่พึ่งได้กลับจากหลวงพระบางก็ยังได้คิดว่าจะต้องกลับไป

ยังสถานที่แห่งนี้อีกนั้นก็เพราะว่าการที่เรานั้นได้มาสัมผัสกับธรรมชาติที่นี่และได้เรียนรู้วีถีชีวิตของผู้คนในสถานที่แห่งนี้ดูจะคู่ควรกับเมืองอย่างหลวงพระบางที่ยืนเป็นเมืองท่องเที่ยวโดยไม่จำเป็นต้องสร้างสิ่งใหม่ๆให้กับตัวเองเพราะแก่นแท้ของหลวงพระบางนั้นมันคงจะเป็นสิ่งที่มีและคงอยู่ในรูปแบบของการไม่เปลี่ยนแปลงเราได้ออกจากน้ำตกตาดกวางสีเพื่อกลับเข้าสู่ตัวเมืองหลวงพระบางและก็ได้แวะที่ร้านLao Buffalo Dairy ก่อนเพื่อลองชิมไอติมนมควายที่เลื่องชื่อของสถานที่แห่งนี้

 

ขอขอบคุณ  dewabet  ที่ให้การสนับสนุน

 

ซัดดัม ฮุสเซน

วันนี้เว็บ dewabet  ของเราจะมาติดตามเรื่องราวของ ซัดดัม ฮุสเซน ซึ่งได้เป็นผู้หารกล้าเผชิญหน้ากับโลกตะวันตกเรื่องราวของเขาจะยิ่งใหญ่และสลับซับซ้อนมากเพียงใดและวันนี้เรามาติดตามรับชมกัน

ซัดดัม ฮุสเซน ได้เกิดในวันที่ 28 เมษายน คริสตศักราช1937 เมืองอาบูจา ทางด้านตอนเหนือของประเทศอิรักที่ตั้งอยู่นอกเมืองทีกิดออกไปประมาณ13กิโลเมตร ชื่อ  ซัดดัม ฮุสเซน เป็นภาษาอาหรับหรือภาษาอารบิกซึ่งแปลวว่าผู้ประจันหน้าและทางบิดาของ ซัดดัม ฮุสเซน นั้นได้หายไปก่อนที่เขานั้นจะเกิดมาชะอีกบางข้อมูลก็ได้กล่าวว่าบิดาของ ซัดดัม ฮุสเซน ได้ถูกสังหารในขณะที่บ้างข้อมูลได้บอกว่าเขานั้นได้ทอดทิ้งครอบครัว

เพื่อหนีไปมีภรรยาใหม่ ซัดดัม ฮุสเซนได้เติบโตมาพร้อมกับมารดาของเขาและในวัยเด็กนั้นชีวิตของเขาจึงไม่ได้ราบรื่นเหมือนกับพวกเด็กคนอื่นๆทั่วไปเขาได้สูญเสียพี่ชายวัยเพียง13ขวบจากโรคมะเร็งก่อนที่มารดาของเขานั้นจะส่งให้ไปอยู่กับลุง  ซึ่งได้เป็นพี่ชายแท้ๆของแม่จากนั้นพอ ซัดดัม ฮุสเซน ได้มีอายุ3ปี

แม่ของเขาก็ได้แต่งงานใหม่กับสามีที่ดุดร้าาย ซัดดัม ฮุสเซนเริ่มรุ้สึกว่าไม่ดีแล้วว่าแม่ไปรับกลับมาอยู่ด้วยและก็ต้องเผชิญหน้ากับพ่อเลี้ยงที่มีอารมณ์ฉุนเฉียวอยู่ตลอดเวลาและในที่สุด ซัดดัม ฮุสเซน ก็ทนไม่ไหวก็ต้องหวนกลับไปอยู่กลับลุงอีกครั้งและเมื่ออายุประมาณ10ขวบและลุงคนนี้นี่เองที่ได้ให้คำปรึกษากับ ซัดดัม ฮุสเซน แทบทุกเรื่องตั้งแต่ในการเข้าเรียนในระดับมัธยมยาวไป

จนต่อถึงการศึกษาต่อด้านของการเมืองในมหาวิทยาลัยแต่ ซัดดัม ฮุสเซนก็เรียนมหาวิทยาลัยได้เพียงแค่3ปีก่อนที่จะลาออกเพื่อเข้าร่วมกับนักการเมืองที่ชื่อว่าพรรคบาสก์  ซึ่งก็ได้เป็นจุดเริ่มต้นของการเข้าสู่วงการ การเมืองของ ซัดดัม ฮุสเซน ในภายในเวลาไม่นานนัก ซัดดัม ฮุสเซน ก็ได้ฝ่าฟันสมรภูมิทางด้านการเมืองที่มีทั้งการปติวัตรรัฐประหารจนได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งรองประธานสภาปติวัตรหรือเทียบเท่ากับตำแหน่งรองประธานาธิบดีของอิรักในช่วงปลายศตวรรษที่1960 เขาได้แสดงออกถึงความเป็นผู้นำที่จะต้องการจะเปลี่ยนแปลงประเทศอิรักไปสู่ประเทศที่ได้พัฒนาแล้ว

แม้ว่าจะเป็นแค่รองประธานาธิบดีเขาก็ได้ทุ่มเททรัพยากรทุกอย่างในการสร้างความอยู่ดีกินดีให้กับประชาชนมีการให้สิทธิ์สิทธิเสรีภาพสุภาพตรีในการทำงานหน้าที่ต่างๆในสังคมเท่าเทียมกับผู้ชายที่สำคัญก็คือมีการประกาศใช้ฏกหมายตามแบบสากลทำให้อิรักเป็นประเทศไม่กี่ประเทศในตะวันออกกลางที่ไม่ได้นำเอากฏหมายอิสลามมาใช้เป็นการปกครองประเทศการปรับเปลี่ยนให้ประเทศเป็นสากลนี่เองที่ได้ทำให้ ซัดดัม ฮุสเซน ซึ่งในขณะนั้นได้เป็นรองประธานาธิบดีได้กลายเป็นที่ชื่นชมของชาวอิรักเป็นอย่างมาก